ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(นางสาวอัมรินทร์ เกมอ 12590105)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติอภัสสร ปูชนียกุล 12590100
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(สุรีรัตน์ ศักดิ์ภิรมย์ 12590954)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(สมภพ ขุนทรง 12590079)
การวางแผนค่าตอบแทนองค์กรการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ควรมีการวางแผนค่าตอบแทนเช่นเดียวกับการวางแผนด้านอื่นๆโดยจัดท าแผนค่าตอบแทน (Compensation Plan) และนโยบายค่าตอบแทน (Compensation Policy)แผนค่าตอบแทนควรมีการก าหนดวัตถุประสงค์ของแผนให้สอดคล้องและสนับสนุนวัตถุประสงค์หลักขององค์กรการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม วัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทนที่ดี มีดังนี้1.เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในองค์กร ค่าตอบแทนเป็นปัจจัยส าคัญประการหนึ่ง ในการดึงดูดบุคลลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาท างานองค์การใดที่มีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทนสูง ย่อมมีผู้สนใจเข้ามาร่วมงานเป็นจ านวนมาก ท าให้องค์กรสามารถคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมได้ และเช่นเดียวกันย่อมดึงดูดให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามรถอยู่ปฎิบัติงานในองค์กรได้นาน2.เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานหรือบุคลกร ค่าตอบแทนที่มีเป็นธรรมจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เสมอภาคและจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่พึงพอใจของพนักงานซึ่งช่วยให้ลดปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้3.เพื่อลดอัตราการเข้า - ออกของพนักงานที่ไม่จ าเป็น องค์การธุรกิจที่มีการจ่าย ค่าตอบแทนที่เหมาะสมท าให้พนักงานพึงพอใจและไม่คิดที่จะลาออกไปท างานที่อื่น4.เพื่อจูงใจให้พนักงานปฎิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสอดคล้องกับผลการปฎิบัติงานย่อมสร้างความพึงพอใจในการปฎิบัติงาน ถ้าพนักงานมีผลการปฎิบัติดีย่อมสมควรได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าพนักงานที่มีผลการปฎิบัติงานต่ ากว่า เป็นการสร้างขวัญและก าลังใจในการท างาน5.เพื่อควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าตอบแทนนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญในการดำเนินกิจการธุรกิจหากองค์กรกำหนดแนวทางในการจ่ายค่าตอบแทนแก่พนักงานที่เหมาะสม จะทำให้องค์การสามารถควบคุมต้นการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ6.เพื่อให้รางวัลแก่พนักงานอาวุโส องค์กรควรจ่ายค่าตอบแทนที่สูงกว่า ให้แก่พนักงานที่มีความจงรักภักดีและปฎิบัติงานกับองค์การมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดีวัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทน จะช่วยกำหนดนโยบายค่าตอบแทนขององค์การ ซึ่งองค์กรจะใช้เป็นกรอบในการจ่ายค่าตอบแทนโดยครอบคลุมการตัดสินใจในเรื่องต่อไปนี้- โครงสร้างค่าตอบแทนควรจัดทำจากการประเมินค่างานหรือจากแนวปฎิบัติในตลาดแรงงาน- อัตราค่าตอบแทนที่จ่ายควรสูงกว่าเพื่อจูงใจ หรือเท่ากัน หรือต่ำกว่าอัตราค่าตอบแทนในตลาดแรงงาน- ความแตกต่างระหว่างค่าตอบแทนสำหรับพนักงานใหม่และพนักงานอาวุโส- ความแตกต่างระหว่างพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราวตามฤดูกาล- ความถี่ในการปรับอัตราค่าตอบแทนขององค์การ- การปรับระดับเงินเดือนเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้าย- หลักการจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงาน- หลักการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฎิบัติงานเพื่อจูงใจ- ประโยชน์และบริการที่องค์การจัดให้ เช่น อาหาร การใช้บริการด้านต่างๆ ฟรีหรือราคาถูก เป็นต้น(ณัฐฌา ปักกัง 12590019)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(วิลาสินี เกตุแก้ว12590073)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ (อังคณา พิทักษ์สุข 12590104)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติวชิราพร คำกอง 12590068
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การแบ่งกำไร ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน หมายถึง สวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษ อาทิ การจัดให้มีการประกันภัย ประกันสุขภาพ และการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงาน การจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัด การเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ เป็นต้นหลักการจ่ายค่าตอบแทน การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กรนั้น หมายถึง การที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วย ส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กรนั้น หมายถึง การที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆ หากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอก ย่อมเกิดความไม่พอใจ เรียกร้อง หรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลง ตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่น เป็นต้น2.ความเป็นธรรม การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคน เช่น การกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้น มิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไป และในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆ ทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่น หรือของอุตสาหกรรมได้จาก การสำรวจค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น ค่าแรงรายวัน จะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ กรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติ กฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ เป็นต้น(นางสาวกรกนก จันทร์พันธุ์ 12590003)
การวางแผนค่าตอบแทนองค์กรการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ควรมีการวางแผนค่าตอบแทนเช่นเดียวกับการวางแผนด้านอื่นๆโดยจัดท าแผนค่าตอบแทน (Compensation Plan) และนโยบายค่าตอบแทน (Compensation Policy)แผนค่าตอบแทนควรมีการก าหนดวัตถุประสงค์ของแผนให้สอดคล้องและสนับสนุนวัตถุประสงค์หลักขององค์กรการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม วัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทนที่ดี มีดังนี้1.เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในองค์กรค่าตอบแทนเป็นปัจจัยส าคัญประการหนึ่ง ในการดึงดูดบุคลลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาท างานองค์การใดที่มีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทนสูง ย่อมมีผู้สนใจเข้ามาร่วมงานเป็นจ านวนมาก ท าให้องค์กรสามารถคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมได้ และเช่นเดียวกันย่อมดึงดูดให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามรถอยู่ปฎิบัติงานในองค์กรได้นาน2.เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานหรือบุคลกรค่าตอบแทนที่มีเป็นธรรมจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เสมอภาคและจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่พึงพอใจของพนักงานซึ่งช่วยให้ลดปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้3.เพื่อลดอัตราการเข้า - ออกของพนักงานที่ไม่จ าเป็น องค์การธุรกิจที่มีการจ่าย ค่าตอบแทนที่เหมาะสมท าให้พนักงานพึงพอใจและไม่คิดที่จะลาออกไปท างานที่อื่น4.เพื่อจูงใจให้พนักงานปฎิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสอดคล้องกับผลการปฎิบัติงานย่อมสร้างความพึงพอใจในการปฎิบัติงาน ถ้าพนักงานมีผลการปฎิบัติดีย่อมสมควรได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าพนักงานที่มีผลการปฎิบัติงานต่ ากว่า เป็นการสร้างขวัญและก าลังใจในการท างาน5.เพื่อควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าตอบแทนนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญในการดำเนินกิจการธุรกิจหากองค์กรกำหนดแนวทางในการจ่ายค่าตอบแทนแก่พนักงานที่เหมาะสม จะทำให้องค์การสามารถควบคุมต้นการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ6.เพื่อให้รางวัลแก่พนักงานอาวุโส องค์กรควรจ่ายค่าตอบแทนที่สูงกว่า ให้แก่พนักงานที่มีความจงรักภักดีและปฎิบัติงานกับองค์การมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดีวัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทน จะช่วยกำหนดนโยบายค่าตอบแทนขององค์การ ซึ่งองค์กรจะใช้เป็นกรอบในการจ่ายค่าตอบแทนโดยครอบคลุมการตัดสินใจในเรื่องต่อไปนี้- โครงสร้างค่าตอบแทนควรจัดทำจากการประเมินค่างานหรือจากแนวปฎิบัติในตลาดแรงงาน- อัตราค่าตอบแทนที่จ่ายควรสูงกว่าเพื่อจูงใจ หรือเท่ากัน หรือต่ำกว่าอัตราค่าตอบแทนในตลาดแรงงาน- ความแตกต่างระหว่างค่าตอบแทนสำหรับพนักงานใหม่และพนักงานอาวุโส- ความแตกต่างระหว่างพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราวตามฤดูกาล- ความถี่ในการปรับอัตราค่าตอบแทนขององค์การ- การปรับระดับเงินเดือนเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้าย- หลักการจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงาน- หลักการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฎิบัติงานเพื่อจูงใจ- ประโยชน์และบริการที่องค์การจัดให้ เช่น อาหาร การใช้บริการด้านต่างๆ ฟรีหรือราคาถูก เป็นต้น(สิริกร ราชมณี 12590084)
การวางแผนค่าตอบแทนองค์กรการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ควรมีการวางแผนค่าตอบแทนเช่นเดียวกับการวางแผนด้านอื่นๆโดยจัดท าแผนค่าตอบแทน (Compensation Plan) และนโยบายค่าตอบแทน (Compensation Policy)แผนค่าตอบแทนควรมีการก าหนดวัตถุประสงค์ของแผนให้สอดคล้องและสนับสนุนวัตถุประสงค์หลักขององค์กรการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม วัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทนที่ดี มีดังนี้1.เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในองค์กรค่าตอบแทนเป็นปัจจัยส าคัญประการหนึ่ง ในการดึงดูดบุคลลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาท างานองค์การใดที่มีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทนสูง ย่อมมีผู้สนใจเข้ามาร่วมงานเป็นจ านวนมาก ท าให้องค์กรสามารถคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมได้ และเช่นเดียวกันย่อมดึงดูดให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามรถอยู่ปฎิบัติงานในองค์กรได้นาน2.เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานหรือบุคลกรค่าตอบแทนที่มีเป็นธรรมจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เสมอภาคและจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่พึงพอใจของพนักงานซึ่งช่วยให้ลดปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้3.เพื่อลดอัตราการเข้า - ออกของพนักงานที่ไม่จ าเป็น องค์การธุรกิจที่มีการจ่าย ค่าตอบแทนที่เหมาะสมท าให้พนักงานพึงพอใจและไม่คิดที่จะลาออกไปท างานที่อื่น4.เพื่อจูงใจให้พนักงานปฎิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสอดคล้องกับผลการปฎิบัติงานย่อมสร้างความพึงพอใจในการปฎิบัติงาน ถ้าพนักงานมีผลการปฎิบัติดีย่อมสมควรได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าพนักงานที่มีผลการปฎิบัติงานต่ ากว่า เป็นการสร้างขวัญและก าลังใจในการท างาน5.เพื่อควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าตอบแทนนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญในการดำเนินกิจการธุรกิจหากองค์กรกำหนดแนวทางในการจ่ายค่าตอบแทนแก่พนักงานที่เหมาะสม จะทำให้องค์การสามารถควบคุมต้นการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ6.เพื่อให้รางวัลแก่พนักงานอาวุโส องค์กรควรจ่ายค่าตอบแทนที่สูงกว่า ให้แก่พนักงานที่มีความจงรักภักดีและปฎิบัติงานกับองค์การมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดีวัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทน จะช่วยกำหนดนโยบายค่าตอบแทนขององค์การ ซึ่งองค์กรจะใช้เป็นกรอบในการจ่ายค่าตอบแทนโดยครอบคลุมการตัดสินใจในเรื่องต่อไปนี้- โครงสร้างค่าตอบแทนควรจัดทำจากการประเมินค่างานหรือจากแนวปฎิบัติในตลาดแรงงาน- อัตราค่าตอบแทนที่จ่ายควรสูงกว่าเพื่อจูงใจ หรือเท่ากัน หรือต่ำกว่าอัตราค่าตอบแทนในตลาดแรงงาน- ความแตกต่างระหว่างค่าตอบแทนสำหรับพนักงานใหม่และพนักงานอาวุโส- ความแตกต่างระหว่างพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราวตามฤดูกาล- ความถี่ในการปรับอัตราค่าตอบแทนขององค์การ- การปรับระดับเงินเดือนเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้าย- หลักการจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงาน- หลักการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฎิบัติงานเพื่อจูงใจ- ประโยชน์และบริการที่องค์การจัดให้ เช่น อาหาร การใช้บริการด้านต่างๆ ฟรีหรือราคาถูก เป็นต้น(ชนกนาฎ สหทรัพย์เจริญ 12590012)
6.องค์กรสามารถจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะใดได้บ้างผู้บริหารมีหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนเพื่อจูงใจการทำงานอย่างไรตอบ : ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกตินางสาวสุดารัตน์ สุขสาม (รหัส 12590090)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(ปวีณา เกตุแย้ม 12590047)
าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(ศศิพิมพ์ ชัยกุลพัฒนา 12590076)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกตินภนต์ เจียรนัย 12590040
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติวัชระ จริยสุขสกุล 071
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การแบ่งกำไร ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน หมายถึง สวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษ อาทิ การจัดให้มีการประกันภัย ประกันสุขภาพ และการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงาน การจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัด การเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ เป็นต้นหลักการจ่ายค่าตอบแทน การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กรนั้น หมายถึง การที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วย ส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กรนั้น หมายถึง การที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆ หากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอก ย่อมเกิดความไม่พอใจ เรียกร้อง หรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลง ตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่น เป็นต้น2.ความเป็นธรรม การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคน เช่น การกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้น มิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไป และในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆ ทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่น หรือของอุตสาหกรรมได้จาก การสำรวจค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น ค่าแรงรายวัน จะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ กรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติ กฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ เป็นต้น(นางสาวสิริรัตน์ ศิริพรทุม 12590086)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(นางสาวปรมาพร สิงขรรัตน์ 12590046)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การแบ่งกำไร ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน หมายถึง สวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษ อาทิ การจัดให้มีการประกันภัย ประกันสุขภาพ และการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงาน การจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัด การเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ เป็นต้นหลักการจ่ายค่าตอบแทนการจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กรนั้น หมายถึง การที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วย ส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กรนั้น หมายถึง การที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆ หากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอก ย่อมเกิดความไม่พอใจ เรียกร้อง หรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลง ตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่น เป็นต้น2.ความเป็นธรรม การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคน เช่น การกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้น มิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไป และในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆ ทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่น หรือของอุตสาหกรรมได้จาก การสำรวจค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น ค่าแรงรายวัน จะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ กรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติ กฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ เป็นต้นกุลปริยา แย้มเกษร 12590005
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติศิฌาวี เรือนปัญจะ 12590078
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(นางสาวณัฐฐา จินตกวีพันธุ์ 12590020)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ (ดวงหทัย โฉมมา 12590029)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(นางสาวณัฐพร ทองปลิว 12590024)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติรัญชริดา มะนุ่น 12590067
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การแบ่งกำไร ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน หมายถึง สวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษ อาทิ การจัดให้มีการประกันภัย ประกันสุขภาพ และการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงาน การจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัด การเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ เป็นต้นหลักการจ่ายค่าตอบแทน การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กรนั้น หมายถึง การที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วย ส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กรนั้น หมายถึง การที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆ หากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอก ย่อมเกิดความไม่พอใจ เรียกร้อง หรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลง ตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่น เป็นต้น2.ความเป็นธรรม การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคน เช่น การกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้น มิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไป และในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆ ทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่น หรือของอุตสาหกรรมได้จาก การสำรวจค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น ค่าแรงรายวัน จะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ กรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติ กฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ เป็นต้น (ศุภิสรา นรินยา 12590717)
ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(น.ส.ดารารัตน์ ดาสาลี 12590030)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(ชนาวาส บัววงค์ 12590013)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(ธนสิทธิ์ อาจอ่อนศรี 12590036)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น2ประเภทได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน(Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน(Salary)ค่าจ้าง(Wage)ค่านายหน้า (Commission)โบนัส(Bonus)ค่าตอบแทนพิเศษ(Special Com pensation)การแบ่งกำไร(Profit Sharing)ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ(Stock Option)ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน(Non Monetary Compensation)หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(อภิษฐา เนียมศิริ 1250101)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ -ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี -ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้ 1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต 3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร 4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(นางสาวอรวี ศรีวิโน 12590103)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (Internal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Survey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(นางสาวกชกร เดชกำแหง 12590001)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (Internal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Survey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(อรณิชา ศรีสมัย 12590102)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(นางสาวเอเซีย พิทยาพละ 12590112)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (Internal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Survey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ(คณภัทร์ ศิริโยธิน 12590108)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติปิยาภรณ์ ชินวงค์พรหม 12590051
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆหลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนด(อารียา ปานทอง 12590109)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(นางสาวอัมรินทร์ เกมอ 12590105)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
อภัสสร ปูชนียกุล 12590100
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(สุรีรัตน์ ศักดิ์ภิรมย์ 12590954)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(สมภพ ขุนทรง 12590079)
การวางแผนค่าตอบแทน
ตอบลบองค์กรการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ควรมีการวางแผนค่าตอบแทนเช่นเดียวกับการวางแผนด้านอื่นๆ
โดยจัดท าแผนค่าตอบแทน (Compensation Plan) และนโยบายค่าตอบแทน (Compensation Policy)
แผนค่าตอบแทนควรมีการก าหนดวัตถุประสงค์ของแผนให้สอดคล้องและสนับสนุนวัตถุประสงค์หลักขององค์กร
การธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม วัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทนที่ดี มีดังนี้
1.เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในองค์กร
ค่าตอบแทนเป็นปัจจัยส าคัญประการหนึ่ง ในการดึงดูดบุคลลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาท างาน
องค์การใดที่มีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทนสูง ย่อมมีผู้สนใจเข้ามาร่วมงานเป็นจ านวนมาก ท าให้องค์กร
สามารถคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมได้ และเช่นเดียวกันย่อมดึงดูดให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามรถ
อยู่ปฎิบัติงานในองค์กรได้นาน
2.เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานหรือบุคลกร
ค่าตอบแทนที่มีเป็นธรรมจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เสมอภาคและจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่พึง
พอใจของพนักงานซึ่งช่วยให้ลดปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้
3.เพื่อลดอัตราการเข้า - ออกของพนักงานที่ไม่จ าเป็น องค์การธุรกิจที่มีการจ่าย ค่าตอบแทน
ที่เหมาะสมท าให้พนักงานพึงพอใจและไม่คิดที่จะลาออกไปท างานที่อื่น
4.เพื่อจูงใจให้พนักงานปฎิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสอดคล้องกับผลการ
ปฎิบัติงานย่อมสร้างความพึงพอใจในการปฎิบัติงาน ถ้าพนักงานมีผลการปฎิบัติดีย่อมสมควรได้รับค่าตอบแทน
ที่สูงกว่าพนักงานที่มีผลการปฎิบัติงานต่ ากว่า เป็นการสร้างขวัญและก าลังใจในการท างาน
5.เพื่อควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าตอบแทนนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญในการดำเนิน
กิจการธุรกิจหากองค์กรกำหนดแนวทางในการจ่ายค่าตอบแทนแก่พนักงาน
ที่เหมาะสม จะทำให้องค์การสามารถควบคุมต้นการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.เพื่อให้รางวัลแก่พนักงานอาวุโส องค์กรควรจ่ายค่าตอบแทนที่สูงกว่า ให้แก่พนักงานที่มีความ
จงรักภักดีและปฎิบัติงานกับองค์การมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี
วัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทน จะช่วยกำหนดนโยบายค่าตอบแทนขององค์การ ซึ่งองค์กรจะใช้เป็นกรอบในการจ่ายค่าตอบแทนโดยครอบคลุมการตัดสินใจในเรื่องต่อไปนี้
- โครงสร้างค่าตอบแทนควรจัดทำจากการประเมินค่างานหรือจากแนวปฎิบัติในตลาดแรงงาน
- อัตราค่าตอบแทนที่จ่ายควรสูงกว่าเพื่อจูงใจ หรือเท่ากัน หรือต่ำกว่าอัตราค่าตอบแทนในตลาดแรงงาน
- ความแตกต่างระหว่างค่าตอบแทนสำหรับพนักงานใหม่และพนักงานอาวุโส
- ความแตกต่างระหว่างพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราวตามฤดูกาล
- ความถี่ในการปรับอัตราค่าตอบแทนขององค์การ
- การปรับระดับเงินเดือนเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้าย
- หลักการจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงาน
- หลักการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฎิบัติงานเพื่อจูงใจ
- ประโยชน์และบริการที่องค์การจัดให้ เช่น อาหาร การใช้บริการด้านต่างๆ ฟรีหรือราคาถูก เป็นต้น
(ณัฐฌา ปักกัง 12590019)
ตอบลบค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(วิลาสินี เกตุแก้ว12590073)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ (อังคณา พิทักษ์สุข 12590104)
ตอบลบค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
วชิราพร คำกอง 12590068
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การแบ่งกำไร ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน หมายถึง สวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษ อาทิ การจัดให้มีการประกันภัย ประกันสุขภาพ และการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงาน การจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัด การเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ เป็นต้น
หลักการจ่ายค่าตอบแทน
การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กรนั้น หมายถึง การที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วย ส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กรนั้น หมายถึง การที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆ หากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอก ย่อมเกิดความไม่พอใจ เรียกร้อง หรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลง ตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่น เป็นต้น
2.ความเป็นธรรม การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคน เช่น การกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้น มิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไป และในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆ ทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่น หรือของอุตสาหกรรมได้จาก การสำรวจค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น ค่าแรงรายวัน จะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ กรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติ กฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ เป็นต้น
(นางสาวกรกนก จันทร์พันธุ์ 12590003)
การวางแผนค่าตอบแทน
ตอบลบองค์กรการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ควรมีการวางแผนค่าตอบแทนเช่นเดียวกับการวางแผนด้านอื่นๆ
โดยจัดท าแผนค่าตอบแทน (Compensation Plan) และนโยบายค่าตอบแทน (Compensation Policy)
แผนค่าตอบแทนควรมีการก าหนดวัตถุประสงค์ของแผนให้สอดคล้องและสนับสนุนวัตถุประสงค์หลักขององค์กร
การธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม วัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทนที่ดี มีดังนี้
1.เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในองค์กร
ค่าตอบแทนเป็นปัจจัยส าคัญประการหนึ่ง ในการดึงดูดบุคลลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาท างาน
องค์การใดที่มีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทนสูง ย่อมมีผู้สนใจเข้ามาร่วมงานเป็นจ านวนมาก ท าให้องค์กร
สามารถคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมได้ และเช่นเดียวกันย่อมดึงดูดให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามรถ
อยู่ปฎิบัติงานในองค์กรได้นาน
2.เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานหรือบุคลกร
ค่าตอบแทนที่มีเป็นธรรมจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เสมอภาคและจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่พึง
พอใจของพนักงานซึ่งช่วยให้ลดปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้
3.เพื่อลดอัตราการเข้า - ออกของพนักงานที่ไม่จ าเป็น องค์การธุรกิจที่มีการจ่าย ค่าตอบแทน
ที่เหมาะสมท าให้พนักงานพึงพอใจและไม่คิดที่จะลาออกไปท างานที่อื่น
4.เพื่อจูงใจให้พนักงานปฎิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสอดคล้องกับผลการ
ปฎิบัติงานย่อมสร้างความพึงพอใจในการปฎิบัติงาน ถ้าพนักงานมีผลการปฎิบัติดีย่อมสมควรได้รับค่าตอบแทน
ที่สูงกว่าพนักงานที่มีผลการปฎิบัติงานต่ ากว่า เป็นการสร้างขวัญและก าลังใจในการท างาน
5.เพื่อควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าตอบแทนนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญในการดำเนิน
กิจการธุรกิจหากองค์กรกำหนดแนวทางในการจ่ายค่าตอบแทนแก่พนักงาน
ที่เหมาะสม จะทำให้องค์การสามารถควบคุมต้นการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.เพื่อให้รางวัลแก่พนักงานอาวุโส องค์กรควรจ่ายค่าตอบแทนที่สูงกว่า ให้แก่พนักงานที่มีความ
จงรักภักดีและปฎิบัติงานกับองค์การมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี
วัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทน จะช่วยกำหนดนโยบายค่าตอบแทนขององค์การ ซึ่งองค์กรจะใช้เป็นกรอบในการจ่ายค่าตอบแทนโดยครอบคลุมการตัดสินใจในเรื่องต่อไปนี้
- โครงสร้างค่าตอบแทนควรจัดทำจากการประเมินค่างานหรือจากแนวปฎิบัติในตลาดแรงงาน
- อัตราค่าตอบแทนที่จ่ายควรสูงกว่าเพื่อจูงใจ หรือเท่ากัน หรือต่ำกว่าอัตราค่าตอบแทนในตลาดแรงงาน
- ความแตกต่างระหว่างค่าตอบแทนสำหรับพนักงานใหม่และพนักงานอาวุโส
- ความแตกต่างระหว่างพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราวตามฤดูกาล
- ความถี่ในการปรับอัตราค่าตอบแทนขององค์การ
- การปรับระดับเงินเดือนเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้าย
- หลักการจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงาน
- หลักการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฎิบัติงานเพื่อจูงใจ
- ประโยชน์และบริการที่องค์การจัดให้ เช่น อาหาร การใช้บริการด้านต่างๆ ฟรีหรือราคาถูก เป็นต้น
(สิริกร ราชมณี 12590084)
การวางแผนค่าตอบแทน
ตอบลบองค์กรการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ควรมีการวางแผนค่าตอบแทนเช่นเดียวกับการวางแผนด้านอื่นๆ
โดยจัดท าแผนค่าตอบแทน (Compensation Plan) และนโยบายค่าตอบแทน (Compensation Policy)
แผนค่าตอบแทนควรมีการก าหนดวัตถุประสงค์ของแผนให้สอดคล้องและสนับสนุนวัตถุประสงค์หลักขององค์กร
การธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม วัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทนที่ดี มีดังนี้
1.เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ในองค์กร
ค่าตอบแทนเป็นปัจจัยส าคัญประการหนึ่ง ในการดึงดูดบุคลลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาท างาน
องค์การใดที่มีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทนสูง ย่อมมีผู้สนใจเข้ามาร่วมงานเป็นจ านวนมาก ท าให้องค์กร
สามารถคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมได้ และเช่นเดียวกันย่อมดึงดูดให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามรถ
อยู่ปฎิบัติงานในองค์กรได้นาน
2.เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานหรือบุคลกร
ค่าตอบแทนที่มีเป็นธรรมจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เสมอภาคและจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความไม่พึง
พอใจของพนักงานซึ่งช่วยให้ลดปัญหาความขัดแย้งในองค์กรได้
3.เพื่อลดอัตราการเข้า - ออกของพนักงานที่ไม่จ าเป็น องค์การธุรกิจที่มีการจ่าย ค่าตอบแทน
ที่เหมาะสมท าให้พนักงานพึงพอใจและไม่คิดที่จะลาออกไปท างานที่อื่น
4.เพื่อจูงใจให้พนักงานปฎิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสอดคล้องกับผลการ
ปฎิบัติงานย่อมสร้างความพึงพอใจในการปฎิบัติงาน ถ้าพนักงานมีผลการปฎิบัติดีย่อมสมควรได้รับค่าตอบแทน
ที่สูงกว่าพนักงานที่มีผลการปฎิบัติงานต่ ากว่า เป็นการสร้างขวัญและก าลังใจในการท างาน
5.เพื่อควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าตอบแทนนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญในการดำเนิน
กิจการธุรกิจหากองค์กรกำหนดแนวทางในการจ่ายค่าตอบแทนแก่พนักงาน
ที่เหมาะสม จะทำให้องค์การสามารถควบคุมต้นการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.เพื่อให้รางวัลแก่พนักงานอาวุโส องค์กรควรจ่ายค่าตอบแทนที่สูงกว่า ให้แก่พนักงานที่มีความ
จงรักภักดีและปฎิบัติงานกับองค์การมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี
วัตถุประสงค์ของแผนค่าตอบแทน จะช่วยกำหนดนโยบายค่าตอบแทนขององค์การ ซึ่งองค์กรจะใช้เป็นกรอบในการจ่ายค่าตอบแทนโดยครอบคลุมการตัดสินใจในเรื่องต่อไปนี้
- โครงสร้างค่าตอบแทนควรจัดทำจากการประเมินค่างานหรือจากแนวปฎิบัติในตลาดแรงงาน
- อัตราค่าตอบแทนที่จ่ายควรสูงกว่าเพื่อจูงใจ หรือเท่ากัน หรือต่ำกว่าอัตราค่าตอบแทนในตลาดแรงงาน
- ความแตกต่างระหว่างค่าตอบแทนสำหรับพนักงานใหม่และพนักงานอาวุโส
- ความแตกต่างระหว่างพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราวตามฤดูกาล
- ความถี่ในการปรับอัตราค่าตอบแทนขององค์การ
- การปรับระดับเงินเดือนเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้าย
- หลักการจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงาน
- หลักการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฎิบัติงานเพื่อจูงใจ
- ประโยชน์และบริการที่องค์การจัดให้ เช่น อาหาร การใช้บริการด้านต่างๆ ฟรีหรือราคาถูก เป็นต้น
(ชนกนาฎ สหทรัพย์เจริญ 12590012)
6.องค์กรสามารถจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะใดได้บ้างผู้บริหารมีหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนเพื่อจูงใจการทำงานอย่างไร
ตอบลบตอบ : ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
นางสาวสุดารัตน์ สุขสาม (รหัส 12590090)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(ปวีณา เกตุแย้ม 12590047)
าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(ศศิพิมพ์ ชัยกุลพัฒนา 12590076)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
นภนต์ เจียรนัย 12590040
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
วัชระ จริยสุขสกุล 071
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การแบ่งกำไร ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน หมายถึง สวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษ อาทิ การจัดให้มีการประกันภัย ประกันสุขภาพ และการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงาน การจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัด การเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ เป็นต้น
หลักการจ่ายค่าตอบแทน
การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กรนั้น หมายถึง การที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วย ส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กรนั้น หมายถึง การที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆ หากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอก ย่อมเกิดความไม่พอใจ เรียกร้อง หรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลง ตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่น เป็นต้น
2.ความเป็นธรรม การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคน เช่น การกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้น มิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไป และในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆ ทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่น หรือของอุตสาหกรรมได้จาก การสำรวจค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น ค่าแรงรายวัน จะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ กรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติ กฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ เป็นต้น
(นางสาวสิริรัตน์ ศิริพรทุม 12590086)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(นางสาวปรมาพร สิงขรรัตน์ 12590046)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การแบ่งกำไร ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน หมายถึง สวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษ อาทิ การจัดให้มีการประกันภัย ประกันสุขภาพ และการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงาน การจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัด การเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ เป็นต้น
หลักการจ่ายค่าตอบแทน
การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กรนั้น หมายถึง การที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วย ส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กรนั้น หมายถึง การที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆ หากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอก ย่อมเกิดความไม่พอใจ เรียกร้อง หรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลง ตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่น เป็นต้น
2.ความเป็นธรรม การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคน เช่น การกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้น มิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไป และในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆ ทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่น หรือของอุตสาหกรรมได้จาก การสำรวจค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น ค่าแรงรายวัน จะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ กรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติ กฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ เป็นต้น
กุลปริยา แย้มเกษร 12590005
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
ศิฌาวี เรือนปัญจะ 12590078
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(นางสาวณัฐฐา จินตกวีพันธุ์ 12590020)
ตอบลบค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(ดวงหทัย โฉมมา 12590029)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(นางสาวณัฐพร ทองปลิว 12590024)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
รัญชริดา มะนุ่น 12590067
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน หมายถึง เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า โบนัส ค่าตอบแทนพิเศษ การแบ่งกำไร ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน หมายถึง สวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษ อาทิ การจัดให้มีการประกันภัย ประกันสุขภาพ และการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงาน การจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัด การเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ เป็นต้น
หลักการจ่ายค่าตอบแทน
การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กรนั้น หมายถึง การที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกัน ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วย ส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กรนั้น หมายถึง การที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆ หากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอก ย่อมเกิดความไม่พอใจ เรียกร้อง หรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลง ตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่น เป็นต้น
2.ความเป็นธรรม การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคน เช่น การกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ ต้องคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้น มิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไป และในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆ ทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่น หรือของอุตสาหกรรมได้จาก การสำรวจค่าจ้างเงินเดือน ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น ค่าแรงรายวัน จะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ กรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติ กฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ เป็นต้น (ศุภิสรา นรินยา 12590717)
ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(น.ส.ดารารัตน์ ดาสาลี 12590030)
ตอบลบค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(ชนาวาส บัววงค์ 12590013)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(ธนสิทธิ์ อาจอ่อนศรี 12590036)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น2ประเภทได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน(Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน(Salary)ค่าจ้าง(Wage)ค่านายหน้า (Commission)โบนัส(Bonus)ค่าตอบแทนพิเศษ(Special Com pensation)การแบ่งกำไร(Profit Sharing)ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ(Stock Option)ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน(Non Monetary Compensation)หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(อภิษฐา เนียมศิริ 1250101)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(นางสาวอรวี ศรีวิโน 12590103)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (Internal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Survey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(นางสาวกชกร เดชกำแหง 12590001)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (Internal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Survey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(อรณิชา ศรีสมัย 12590102)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(นางสาวเอเซีย พิทยาพละ 12590112)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ1.ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
2.ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (Internal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Survey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
(คณภัทร์ ศิริโยธิน 12590108)
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนดให้จ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1. 5 เท่าของอัตราค่าจ้างปกติ
ปิยาภรณ์ ชินวงค์พรหม 12590051
ค่าตอบแทนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ตอบลบ-ค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน (Monetary Compensation) หมายถึงเงินเดือน (Salary) ค่าจ้าง (Wage) ค่านายหน้า (Commission) โบนัส (Bonus) ค่าตอบแทนพิเศษ (Special Com pensation) การแบ่งกำไร (Profit Sharing) ตลอดจนค่าตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป็นตัวเงินได้เช่นการให้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นในราคาพิเศษ (Stock Option) ซึ่งค่าตอบแทนต่างๆเหล่านี้พนักงานจำเป็นต้องนำมาคำนวณเป็นรายได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษี
-ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตัวเงิน (Non Monetary Compensation) หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให้แก่บุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาต่ำเป็นพิเศษอาทิการจัดให้มีการประกันภัยประกันสุขภาพและการตรวจสุขภาพฟรีแก่พนักงานการจัดที่พักและรถรับส่งการจัดให้มีร้านอาหารและร้านค้าขายของราคาประหยัดการเลี้ยงฉลองและการท่องเที่ยวในโอกาสต่างๆ
หลักการจ่ายค่าตอบแทน (Compensation Principle) การจ่ายค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพผู้บริหารต้องคำนึงถึงหลักการต่างๆดังต่อไปนี้
1.ความเสมอภาค (Equity) พนักงานมักจะเปรียบเทียบค่าตอบแทนที่ตนได้รับกับค่าตอบแทนของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค์กร สำหรับความเสมอภาคภายในองค์กร (In ternal Equity) นั้นหมายถึงการที่บุคคลต่างๆในองค์กรเล็งเห็นว่างานต่างๆที่มีคุณค่าและความสำคัญที่เท่าเทียมกันควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันด้วยส่วนความเสมอภาคกับภายนอกองค์กร (External Equity) นั้นหมายถึงการที่พนักงานในองค์กรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกับตำแหน่งงานในระดับเดียวกันขององค์กรอื่นๆหากพนักงานพบว่าเกิดความไม่เสมอภาคทั้งความเสมอภาคภายในและภายนอกย่อมเกิดความไม่พอใจเรียกร้องหรืออาจลดความทุ่มเทการทำงานลงตลอดจนลาออกจากองค์กรเดิมเพื่อแสวงหาความเสมอภาคในองค์กรอื่นเป็นต้น
2.ความเป็นธรรม (Fairness) การจ่ายค่าตอบแทนต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถประสบการณ์ตลอดจนผลงานของพนักงานแต่ละคนเช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานใหม่ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่แท้จริงของบุคคลนั้นมิเช่นนั้นหากกำหนดสูงเกินไปอาจทำให้พนักงานปัจจุบันเกิดความไม่พอใจและเกิดปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
3.ดึงดูดใจ (Attractive) การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดใจให้พนักงานยังคงอยู่กับองค์กรต่อไปและในกรณีที่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ก็สามารถดึงดูดใจให้บคคลภายนอกสนใจสมัครเข้าทำงานกับองค์กร
4.แข่งกับองค์กรอื่นได้ (Competitive) ผู้บริหารควรคำนึงถึงระดับการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานลักษณะเดียวกันในองค์กรอื่นๆทั้งนี้องค์กรสามารถทราบระดับค่าตอบแทนขององค์กรอื่นหรือของอุตสาหกรรมได้จากการสำรวจค่าจ้างเงินเดือน (Wage and Salary Sur vey) ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน
5.เป็นไปตามกฎหมาย (Legal Compliance) ผู้บริหารจะต้องกำหนดการจ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นค่าแรงรายวันจะต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำกรณีพนักงานทำงานล่วงเวลาที่กำหนดปกติกฎหมายไทยกำหนด
(อารียา ปานทอง 12590109)